ดันของดีท้องถิ่นไทย เข้าตลาด "Premium" บุกสิงคโปร์
GI ไทยมีของ แต่ทำอย่างไรให้ “คนต่างชาติยอมจ่าย” แพงขึ้น? ดันของดีท้องถิ่นเข้าตลาด Premium เจาะตลาดสิงคโปร์
GI ไทยไปได้ไกลแค่ไหนในตลาดสิงคโปร์?
มีของดีอยู่แล้ว แต่จะทำอย่างไรให้ “คนต่างชาติยอมจ่าย”? เปลี่ยนของดีท้องถิ่นให้เป็นสินค้า Premium
จากของดีประจำจังหวัด วันนี้ GI ไทยกำลังถูกพาออกไปทดสอบตลาดต่างประเทศมากขึ้น และหนึ่งในตลาดที่น่าสนใจคือ “สิงคโปร์” เพราะเป็นตลาดที่ผู้บริโภคมีกำลังซื้อ ให้ความสำคัญกับคุณภาพ มาตรฐาน รวมถึงแหล่งที่มาของสินค้า คำถาม คือ แล้วสินค้า GI ไทยจะไปได้ไกลแค่ไหนในตลาดนี้ เราจะเปลี่ยนสินค้าท้องถิ่นให้กลายเป็นสินค้า Premium ที่ผู้บริโภคต่างชาติยอมจ่ายในราคาที่สูงขึ้นได้หรือไม่?
กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ได้นำผู้ประกอบการสินค้า GI ไทย 6 รายการ เข้าร่วมงาน APAC Food & Beverage Expo 2026 ที่ Singapore EXPO พร้อมจัดกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจกับผู้ซื้อและผู้นำเข้าในสิงคโปร์ เพื่อเปิดช่องทางการค้าใหม่ทั้งแบบ B2B และ B2C โดยสินค้า 6 รายการที่นำไปทำตลาดครั้งนี้ ประกอบด้วย ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง เกลือภูเขาบ่อเกลือน่าน ไชโป้วโพธาราม มะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว และทุเรียนป่าละอู
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า ผลตอบรับที่ได้ถือว่าน่าสนใจ เพราะตลอด 3 วันของการจัดงาน สินค้า GI ทั้ง 6 รายการมียอดจำหน่ายรวมกว่า 5 ล้านบาท โดยสินค้าที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือ ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง และไชโป้วโพธาราม
ตัวเลขนี้สะท้อนว่า สินค้า GI ไทยมีตลาดและมีผู้บริโภคที่พร้อมทดลอง แต่ในมุมธุรกิจ สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวเลขยอดขายระยะสั้น คือการดูว่า หลังจากผู้บริโภครู้จักสินค้าแล้ว จะสามารถพัฒนาไปสู่การซื้อซ้ำ การสั่งซื้อจากผู้นำเข้า และการวางขายในช่องทางค้าปลีกของสิงคโปร์ได้หรือไม่
สำหรับจุดแข็งของสินค้า GI ไม่ได้อยู่แค่เรื่องคุณภาพหรือรสชาติ แต่ยังรวมถึงเรื่องราวของแหล่งกำเนิด ภูมิปัญญา และวิถีชีวิตของผู้คนที่อยู่เบื้องหลังสินค้า ดังนั้น GI จึงไม่ได้เป็นเพียงเครื่องหมายที่บอกว่าสินค้ามาจากพื้นที่ไหน แต่สามารถนำอัตลักษณ์ของพื้นที่มาสร้างมูลค่าและต่อยอดได้ทั้งในตลาดการค้าและการท่องเที่ยว
ทำไมต้องเป็น “สิงคโปร์”?
เพราะสิงคโปร์เป็นตลาดที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับเรื่อง คุณภาพ มาตรฐาน และแหล่งที่มา ขณะเดียวกันก็มีความคุ้นเคยกับอาหารและวัตถุดิบจากประเทศไทยอยู่แล้ว นั่นหมายความว่า สินค้าไทยมีต้นทุนเรื่องความคุ้นเคยอยู่ในระดับหนึ่ง แต่หากต้องการขยับจากการซื้อเพราะอยากลอง ไปสู่การเป็นสินค้าที่ซื้อเป็นประจำ ผู้ประกอบการต้องตอบคำถามให้ได้ว่า
สินค้านี้แตกต่างจากสินค้าที่มีอยู่ในตลาดอย่างไร และทำไมผู้บริโภคต้องเลือกซื้อในราคาที่สูงขึ้น?
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ “ทุเรียนป่าละอู” โดยนางรสพร ปัญญาทวีโชติ ผู้ผลิตทุเรียน GI ป่าละอู นำทุเรียนทอดมาร่วมออกบูธ ตั้งราคาประมาณ 8 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 200 บาทต่อแพ็ก ช่วง 3 วันแรกได้รับการตอบรับค่อนข้างดี นอกจากลูกค้าชาวไทยแล้ว ยังมีชาวสิงคโปร์ที่เคยเดินทางมาไทยและคุ้นเคยกับอาหารไทยเข้ามาซื้อด้วย เพราะผู้บริโภคกลุ่มนี้มีความเชื่อมั่นในเรื่องรสชาติและคุณภาพของอาหารไทย
แต่สิ่งที่ผู้ประกอบการพบก็คือ การนำสินค้าอาหารเข้ามาขายในสิงคโปร์ ไม่ได้มีแค่เรื่องอร่อยหรือสินค้าเท่านั้น เพราะต้องเตรียมเรื่องกฎระเบียบให้พร้อม ทั้ง ฉลากภาษาอังกฤษและภาษาจีน น้ำหนักสินค้า วันหมดอายุ ข้อมูลโภชนาการ และผู้นำเข้าที่ถูกต้องตามกฎหมาย
สิงคโปร์ไม่ได้ถามแค่ว่าอร่อยไหม แต่ถามว่าได้มาตรฐานหรือเปล่า?
อีกหนึ่งตัวอย่างคือ เกลือภูเขาบ่อเกลือน่าน โดยนายศรีตระกูล เปลี่ยนแสงศรี รองประธานวิสาหกิจชุมชน ก.เกลือ จ.น่าน เล่าว่า สิ่งที่น่าสนใจคือผู้บริโภคสิงคโปร์จะถามเรื่องมาตรฐานก่อน โดยผู้ประกอบการต้องสามารถอธิบายได้ว่าสินค้ามีมาตรฐานอะไรบ้าง เช่น อย. GI และ OTOP 5 ดาว ส่วนจุดขายของเกลือจากบ้านบ่อหลวง คือกระบวนการผลิตที่นำเกลือมาต้มด้วยเตาฟืน ไม่ได้ใช้วิธีตากแดด รวมถึงเรื่องราวของแหล่งผลิตที่มีประวัติยาวนานกว่า 800 ปี
“จริง ๆ แล้วคนสิงคโปร์จะถามเรื่องมาตรฐานก่อนเลยว่า มีมาตรฐานอะไรบ้าง เราก็จะบอกว่ามี อย. มี GI และ OTOP 5 ดาว ส่วนเรื่องสุขภาพ เราจะไม่พูดสรรพคุณเกินจริง แต่จะเน้นเรื่องรสชาติ ความเป็นธรรมชาติ และคุณภาพของสินค้า”
ขณะที่ สินค้าที่ได้รับความสนใจไม่ได้มีแค่เกลือบริโภค แต่ยังรวมถึงเกลือล้างผัก เกลือแช่เท้า และเกลือยาสีฟัน ซึ่งสะท้อนความสนใจของผู้บริโภคสิงคโปร์ที่มีต่อสินค้ากลุ่มสุขภาพ
สำหรับคำแนะนำ หากผู้ประกอบการไทยต้องการเข้ามาทำตลาด ก็ควรเข้ามาศึกษาสินค้าที่วางขายในซูเปอร์มาร์เก็ตก่อน ดูราคา และนำสินค้าที่มีคุณภาพมานำเสนอ เพราะการเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ ไม่ควรเริ่มจากคำถามว่า เรามีอะไรจะขายแต่ควรเริ่มจากตลาดต้องการอะไร และเราจะตอบโจทย์ตลาดนั้นได้อย่างไร
จากของดี สู่ สินค้า Premium ต้องทำอย่างไร?
ทั้งนี้ จุดแข็งของสินค้า GI ไทย คือ มีต้นทุนที่สำคัญอยู่แล้ว ทั้งแหล่งกำเนิด อัตลักษณ์ คุณภาพ ภูมิปัญญา และเรื่องราว แต่สิ่งที่ต้องเติมเข้าไป คือ มาตรฐาน บรรจุภัณฑ์ แบรนด์ ช่องทางจัดจำหน่าย และการสื่อสารกับผู้บริโภคต่างประเทศ เพราะการเป็นสินค้า Premium ไม่ได้หมายความว่าแค่ตั้งราคาให้สูงขึ้น แต่ต้องทำให้ผู้บริโภคเข้าใจว่าทำไมสินค้านี้ถึงมีมูลค่ามากกว่าสินค้าทั่วไป
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB